Price หรือ ราคา

Price หรือ ราคา

การวางกลยุทธ์ทางการตลาดโดยใช้หลักการ 4p ในบทความที่แล้วเราได้พูดถึงเกี่ยวกับ P ตัวแรกของ การวางแผนของเรา ซึ่งPตัวแรกนั่นก็คือ Product เกี่ยวกับ product หรือPตัวแรกของเราไปเรียบร้อย Product นับถือการบริการสินค้าที่เราจะเสนอให้กับลูกค้า แนวทางการกำหนดหรือวางแผนที่จะทำให้ Product

ของเรานั้น เป็นที่ต้องการหรือสามารถจัดจำหน่ายออกไปขายได้ ซึ่งเราได้รู้แล้วว่าเราจำเป็นต้องสร้างความแตกต่าง เอกลักษณ์เฉพาะของสินค้าที่เราจะจัดจำหน่ายออกไป ทางเราจำเป็นต้องดูกลุ่มเป้าหมายหรือตลาดว่ามีความต้องการในสินค้าประเภทใด หรือลักษณะของสินค้านั้นเป็นอย่างไร

ซึ่งหากเราทำในส่วนนี้ได้แล้วก็จะทำให้ธุรกิจของเราสามารถเดินขึ้นบันไดไปอีกขั้นหนึ่ง ส่วนในบทความนี้จะพูดในข้อที่ 2 หรือ P ตัวที่ 2 เครื่อง P ที่ 2 นั้นคือ Price ซึ่งนั่นก็คือราคาที่เรากำหนดไว้กับสินค้า ราคาของสินค้านั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญสำหรับในตลาด อากาศที่เราคิดอะไรไม่ออก หรืออยากขายออกจนเกินไป

ก็คิดแต่จะลดราคาของสินค้าเราอย่างเดียว การลดราคาสินค้านั้น มันอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์หรือได้ช่วยให้การขายของคุณนั้นดีหรือมากขึ้นเลย ซึ่งเราควรจะแก้ไขในปัญหาอื่น ๆเสียดีกว่า การตั้งราคาในที่ นี้ จะเป็นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับ สินค้า ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายของเรา กลุ่มเป้าหมายของเรานั้นต้องการน้ำหวาน

Price หรือ ราคา

ที่มีแคลอรี่น้อย แต่ตลาดของเรานั้นอยู่ที่ โรงเรียนหรือสถานศึกษา ราคานั้นจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสม กับราคานักศึกษา หรือช่างอาจจะเรียกได้ว่าถูกหน่อย เพื่อให้นักศึกษาหรือนักเรียนสามารถซื้อสินค้าของเราได้ เราทำราคาไว้แพงเกินไป สินค้าของเราก็อาจจะไม่ได้อยู่ในตัวเลือกของผู้บริโภคหรือคนในละแวกนั้น

แต่เราตั้งในสถานที่คนมีกำลังซื้อหรือเหมาะสม เช่นห้างสรรพสินค้า ที่ที่ค่าเช่าแพง หรือในที่ที่มีคนพลุกพล่าน เพราะอาจจะปรับราคาได้ ซึ่งเราจะสามารถเพิ่มราคาให้สูงขึ้นมาหน่อย แต่ก็ควรอยู่ในระดับที่ ถึงกับว่าแพงมากจนเกินไป หรือตามความเหมาะสมในที่นั้นด้วย เพราะหากเราตั้งในห้างสรรพสินค้า แต่เราขายราคาถูกเกินไป

Price หรือ ราคา

อันดับแรกคือเราจะไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้แน่นอน แต่หลักๆ เป้าหมายที่มาเดินทางนั้นจะไม่เลือกซื้อสินค้าของคุณ ที่พี่ซื้อมาจะเป็นคนที่มีน้อยกว่าและไม่คุ้มแน่นอน ที่เรานั้นจะขายในห้างสรรพสินค้านี้ ยิ่งไปกว่านั้นหากราคาและรูปลักษณ์สินค้านั้นไม่ได้เหมาะสมกันเลย หรือราคาแพงไปแต่รูปลักษณ์หรือเอกลักษณ์สินค้าของเรานั้นไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจหรือโดดเด่นเลย

ลูกค้าก็จะเกิดความคล่องใจและสับสน ก่อให้เกิดความไม่อยากซื้อหรือความรู้สึกว่าไม่คุ้มที่จะซื้อ เพราะราคานั้นคือตัวบ่งบอกภาพลักษณ์ของสินค้าที่สำคัญที่สุด แต่อย่างไรก็ตามเรานั้นได้ทำธุรกิจ ราคาที่เราต้องการอาจจะไม่ได้ต้องคิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่หากจะมองเป็นตัวเลขอย่างเฉพาะเจาะจง ก็จะมีวิธีกำหนดราคาใด ๆได้ 3 วิธี ข้อแรกก็คือ เราก็ราคาตามลูกค้าไปเลย

คือการกำหนดราคาตามลูกค้าที่เราคิดว่าลูกค้าจะสามารถเต็มใจจ่ายให้เราได้ ซึ่งอาจจะได้มาจากการทำสำรวจแบบสอบถาม ได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับราคาร้านแถวนั้น คนที่ผ่านไปมาในละแวกนั้นว่า มีความต้องการในราคาระดับไหน เพราะอะไร อาจจะเป็นการสำรวจ แต่มันจะช่วยให้คุณนั้นสามารถกำหนดราคาสินค้าของคุณ ไม่แพงจนเกินไป จนไม่น่าซื้อ ข้อ 2 นั้น

คือเรากำหนดสินค้าโดยอ้างอิงจากตลาด ซึ่งการกำหนดราคาตามที่แจ้งในตลาดนั้น อาจจะต่ำมากจนรอให้กำไรน้อยลง เราอาจจะคิดตามราคาตลาด ซึ่งเราต้องมานั่งคิดคำนวณต้นทุนสินค้าและควรจะเป็นเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไรถึงจะได้กำไร ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในการคิดว่า เราควรหาจุดคุ้มทุนของธุรกิจของเรายังไง ซึ่งยังไม่พอไปในงานมาแล้ว

Price หรือ ราคา

หากเราได้คำนวณถึงจุดคุ้มทุนของธุรกิจของเรา แล้วเราสามารถเจอกับจุดคุ้มทุนได้ เราก็จะสามารถดำเนินการ วางแผนบริหารธุรกิจของเรานั้น ให้มีเป้าหมายในการทำกำไรได้อย่างเต็มกำลัง แต่เราก็ต้องสำรวจตลาด ว่ามีความต้องการแบบใด คู่แข่งของเรานั้นเป็นแบบใด ต้องวางกลยุทธ์แบบไหนที่จะสามารถต่อสู้หรืออยู่ในตลาดได้

เพราะถ้าหากเรานั้น มองข้ามในส่วนของตลาดไป ก็เหมือนได้มองข้ามทุกสิ่งทุกอย่างในการทำธุรกิจของเราไปด้วย เพราะว่าผู้คนนั้น พี่เขาจะซื้อสินค้าอะไรสักอย่าง เขาก็จะรู้ว่าราคาของตลาดนัดเป็นอย่างไรเท่าไหร่ เขาจะไม่ซื้อในราคาที่แพงเกินไป จากที่เขาเคยสัมผัสมาในตลาด ดังนั้นเราจะเป็นที่จะต้องสำรวจการตลาดว่ามี

ระดับราคาหรือความต้องการอย่างไรเท่าไหร่ แล้วมาคำนวณดูว่าหากเราอยู่ในระดับนี้ อีกนานไหมที่เราจะได้กำไรแล้วธุรกิจของเรานั้น จะเติบโตได้มากแค่ไหน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องทำให้เหมาะสมด้วย เพราะหากเราไปขัดการตลาด ราคาตลาดที่เคยมี สินค้าของเรานั้นก็จะถูกมองว่าเป็นสินค้าที่ราคาแพง แต่ ก็ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป

เพราะถ้าหากลูกค้าของคุณ หรือผู้คนที่เขาอยู่ใน ตลาดหรือทำเลที่คุณตั้งนั้น เป็นคนที่ไม่ได้ซีเรียสเรื่องราคามาก แต่ผู้คนนั้น ให้ความสำคัญเกี่ยวกับคุณภาพมากกว่า คุณก็อาจจะสามารถ เพิ่มราคาที่สูงขึ้นมาได้ แต่ คุณภาพของคุณก็ต้องดีไปด้วยเช่นกัน เพราะหากคุณภาพของคุณขัดกับราคาแล้ว คนพวกนี้จะไม่ยอมเสียเงินให้คุณอีกครั้งที่ 2

เป็นอย่างแน่นอน การกำหนดคุณภาพให้ดีนะเป็นเรื่องของเราที่ต้องบริหารจัดการเองแล้ว ข้อ 3 นั้นคือ การกำหนดราคาตามต้นทุน โดยบวกกับกำไรด้วย โดยวิธีนั้นเป็นการคำนวณว่าต้นทุนของเราอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วบวกค่าขนส่ง ค่าแรง ค่าผลิต ค่าสถานที่ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆต่าง ๆที่เราใช้ ที่เราลงทุนไป

จึงได้มาเป็นการพิจารณาเกี่ยวกับราคาว่าควรต้องราคาเท่าไหร่ แต่หากได้ราคาที่สูงมาก เราจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์อื่น ๆมาช่วย เช่นการช่วยโฆษณา การประชาสัมพันธ์ที่ดี หรือการปรับภาพลักษณ์ของเราให้ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น แล้วทำให้ผู้คนนั้นมีความสนใจในสินค้าหรือธุรกิจของเรา ถ้าเขาได้รู้ถึง ว่าราคากับคุณภาพของเรานั้นเหมาะสมและ เข้ากันได้อย่างดี ทุกคนก็จะเข้าใจในสินค้าแล้วสนใจ ในสินค้าของเรา