Passive income

Passive income and Cash 4

การหารายได้ของคนเรามีหลายแบบ แต่ละแบบแต่ละอย่างก็มีดีเสียต่างกันไป แล้วแบบไหนที่เราเป็นอยู่ แบบไหนที่เราต้องการ แบบไหนที่เราจะสามารถไปเป็นแบบที่ต้องการได้ จะมาสรุปบทความที่ผ่านมาให้เข้าใจก่อน จากบทความที่แล้วได้พูดถึงการหารายได้จาก Active income คือการ

ใช้แรง และเวลา เป็นหลักในการแลกรายได้มา ซึ่งภายในโครงสร้าง Active income นี้ มีสองด้าน ของเงินสี่ด้านอยู่ ซึ่งเงินสี่ด้าน ก็คือการหารายจากงานสี่รูปแบบ โดยสองด้านที่ว่านั้นคือ E หรือ Employee ที่เรียกกันว่าลูกจ้างทั่วไป ซึ่งประเภทนี้ ต้องใช้แรงกายแลกกับเงิน และ S หรือ Self – Employed

Passive income

ที่เรียกกันว่าธุรกิจส่วนหรือเจ้าของธุรกินขนาดเล็ก การหาเงินแบบ S นี้จะหยุดงานไม่ได้ ไม่งั้นรายได้หด แต่ทั้งหมดจะสรุปในท้ายบทความนี้  กลับที่ การหาเงินโดยที่เรียกว่า Passive income โดยมีรายได้มามาจากการ ทำแบบนี้ มีคนที่ทำมันเพียงแค่ไม่ถึงร้อยละห้า อาจจะเป็นเพราะ ทุน วินัย ความอดทน และอื่น ๆ ไม่ว่าสิ่งไหนก็ตาม

นี่คือสิ่งที่ทุกคนคาดหวังว่าจะอยากเป็น และในการหาเงินแบบ Passive income นั้น คือการใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่หรือสร้างไว้ ไปลงทุนหรือทำอะไรสักอย่าง แล้วมีรายได้กลับมา ซึ่งหากมองคงเป็นวิธีที่ง่าย แต่ต้องมีวินัยต่อตัวเองมาก ๆ ซึ่งการหาเงินแบบ แพทซีพ นี้ ก็มีรูปแบบของการหาเงิน ในเงินสี่ด้านสองข้อ โดยข้อแรกนั้นคือ B หรือ Business Owner

หรือเรียกกันว่า เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ เจ้าขององค์กร เจ้าของบริษัท โดยส่วนใหญ่รายได้ของ B เกิดมาจากการต่อยอดมาจะการประกอบธุรกิจขนาดเล็กหรือ ประกอบอาชีพส่วนตัว พอสำเร็จ เติบโตแล้วถูกต่อยอด ขยายสาขา หรือขายเฟรนไชน์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่คนที่เป็น B นี่ เขาแทบไม่ต้องลงแรงแล้ว โดยจะใช้วิธีการจ้างพนักงานคุณภาพ หรือคนเก่ง ๆ

Passive income and Cash 4

มาทำงานจัดการแทน แต่ตัวเขาเองก็ดูแลและบริหารในภาพรวมแทน ด้วยเนื่องจากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ งานที่มีจึงขนาดใหญ่เช่นกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของธุรกิจนั้นต้องมีทุนมากพอและมีแหล่งเงินทุนไว้คอยสนับสนุนไว้เสมอ โดยเจ้าธุรกิจขนาดใหญ่นี่ต้องบริหารจัดการให้ดี ต้องแบ่งและกระจายงานให้ถูกต้อง เหมาะสม ให้สอดคล้องกับงานของธุรกิจที่มี

Passive income

ระบบงานจึงจะไหลลื่น และเป็นไปตามที่ต้องการ โดยการเป็นเจ้าของธุกิจขนาดใหญ่นี้ อาจจะไม่เหนื่อยกายมาก แต่ส่วนใหญ่มักจะพบปัญหาการเหนื่อยใจ เหนื่อยที่ต้องไปจัดการคนงานหรือคนที่เราจ้างมาทำงาน เพราะการบริหารสิ่งของหากทำตามมันป้อนข้อมูลอะไรไปมันออกมาตามที่เราต้องการได้ แต่คน มีอารมณ์ต่าง ๆ เข้ามา อาจจะขอลาออกบ้าง ลาพักบ้าง

เบิกเงินล่วงหน้าบ้าง ทะเลาะกันกับคนในบริษัทบ้าง ทุกอย่างต้องบริหารให้ได้ ไม่งั้นทุกอย่างที่เกิดกล่าวมานั้นจะส่งผลต่อธุรกิจ ต่อบริษัท อย่างแน่นอน จึงเป็นที่มาของคำว่า การคุมคนนั้นยาก เพราะเราต้องเข้าใจพวกเขาให้มากที่สุด แต่หากบริหารได้ด้วยดี ค่าตอบแทนนั้น ก็มากมหาศาล โดยคนด้าน B จะจ้างคนด้าน E มาทำงานแทนเรา โดยให้พวกเขาทำงานเป็นทีม

โดยการเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่นี้ จะต้องมีการบริหารที่ดีแล้ว ต้องมีความรู้ด้านการเงินที่มาก และควรหมั่นศึกษาบ่อย ๆ เพราะต้องควบความเสี่ยงในการทำธุรกิจและการขาดทุน จำเป็นต้องตามทันเหตุการณ์โลก ซึ่งแน่นอนหากล้มก็เสียเงินมาก มากกว่า S และ E คนส่วนมากจึงไม่กล้าที่จะผันตัวกลายเป็น B เพราะเอาแต่กลัวเสียมากกว่าได้ จึงน้อยนักที่จะเป็น B นั่นเอง

ส่วนอีกข้อนึงในเงินสี่ด้าน ที่เป็นส่วนการหาเงินแบบนี้ เหมือนกัน นั่นคือ I หรือ Investor ที่เรียกกันว่า นักลงทุน พอพูดถึงว่านักลงทุน แต่ล่ะคนจะมองว่าเขาคงรวยแล้ว ฐานะดีแล้ว ซึ่งไม่เกี่ยว การจะเป็นนักลงทุน อาจจะเป็น E S B อยู่ก็ได้ การลงทุนคือการทำเงินไปต่อยอดให้เป็นรายได้ต่าง ๆ เข้ามา หรือเรียกได้ว่า เอาเงินไปทำงานแทนเรา แม้จะดูไม่เหนื่อย

ไม่ต้องลงแรงอะไรเลย แต่สิ่งที่มีคือประสบการณ์และความรู้ที่ค่อนข้างดีมาก ในการลงทุน ในบรรดาคนที่ลงทุนมา ก็มีทั้งคนได้คนเสียเหมือนอาชีพธุรกิจอื่น ๆ เหมือนกันหมด การลงทุน ไม่ใช้แรงมาก แต่ต้องใช้สมองพอสมควร เพราะ ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ แต่ความเสี่ยงที่สูงก็มักจะตอบแทนมาสูงพอ ๆ กัน หากความเสี่ยงต่ำ ก็จะตอบแทนกลับมาต่ำ เป็นธรรมดา

Passive income

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่นักลงทุนทุกคนจะไม่พลาดเลย คนที่พลาด ไม่มีวินัยและความรู้มากพอ หรือโลภ ก็พังพินาศมาหลายต่อหลายคนแล้วเหมือนกัน การลงทุนนั้นมีหลายรูปแบบ แต่หลัก ๆ คือการเอาเงินไปต่อยอด ให้ออกดอกออกผลมาเป็นกำไร การลงทุนก็จะมีทั้ง ลงทุนหุ้นเพื่อหวังปันผล ลงทุนซื้อที่ดินไว้เกร็งกำไรในอนาคต หรือไม่ก็บ้านคอนโดไว้ปล่อยเช่า

เพื่อผลตอบแทนในระยะยาว ซื้อธุรกิจ ซื้อกิจการแล้วนำมาบริหารจัดการสร้างผลตอบแทน หรือแม้ซื้อมาทำให้ดีแล้วขายออกไปก็ได้ คนด้าน I จะเป็นคนที่หาโอกาสในการนำเงินเป็นสร้างกำไร หรือให้เงินไปทำงานแล้ว ให้ผลตอบแทนกลับมาสู่เราเสมอ แต่ I จะเหมือนกับ B คือต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ให้มาก ๆ เกี่ยวการเงิน เพราะว่า ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ขนาดนั้น

ทุกอย่างต้องผ่านการพยายามมาก่อน สรุปคือ Bและ I นั่นทำเงินต่อเราได้มากกว่า E และ S อีกทั้งยังลงแรงน้อยกว่า แต่ทุกอาชีพนั้นก็สำคัญ ทุกคนอยากเป็น B และ I แต่ทำไมล่ะ ถึงเป็นกันไม่ได้ทุกคน เพราะมันมีช่องว่างและการพิสูจน์บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ทางการเงิน การวางแผนทางการเงิน การหาวิธีในการเพิ่มเงิน ทุกคนนั้นอยากสบายและอยากรวยกันหมด

แต่คนที่พยายามกว่าและถูกที่ เท่านั้นจึงจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะฝั่ง active income หรือ passive income ทั้งสองฝั่งนั้นล้วนใช่ความพยายาม แค่รูปแบบการทำมันไม่เหมือนกันแค่นั้นเอง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือความรู้ทางการเงินและนิสัยเกี่ยวกับเงินของคุณ ไม่ว่าจะเริ่มจากการหาเงินด้านไหน หากคุณมีความรู้เพียงพอแล้ว คุณจะไปแบบไหนก็ได้