Active income

Active income and Cash 4

ในชีวิตประจำวันของเรานั้น เราก็ล้วนใช้เงินในการแลกปัจจัยหลักต่าง ๆ มา ซึ่งเงินนั้น เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งในการทำให้เรามีความสุขได้ แต่เงินก็ต้องแลกด้วยอะไรสักอย่างจากเรา อย่างเช่น เวลา พละกำลังร่างกาย ความคิด และสิ่งต่าง ๆ การจะหาเงินได้นั้นมีหลายวิธี ซึ่งหลัก ๆ จะมีแบ่งเป็นสองวิธีใหญ่ ๆ

คือ 1. Active income โดยวิธีนี้เป็นวิธีการที่คนทำมากที่สุดในโลก โดยหากคิดเป็นร้อยละ ก็คงเป็นร้อยล่ะ 95 เลยทีเดียว ซึ่งมันเยอะมาก ๆ การหาเงินแบบนี้ นี่จะเป็นหาเงินโดยใช้เวลาและตัวเองออกไปทำงาน เพื่อแลกการกับเงินต่าง ๆ มา

โดยทุกอาชีพที่ใช้แรงงาน จะอยู่ในหมวดนี้หมด ซึ่งวิธีนี้ฟังดูอาจจะรู้สึกแย่ แต่วิธีนี้มันก็เป็นการเริ่มต้นและต่อยอดต่อวิธีต่าง ๆ ของเราในอนาคตได้ และในเงิน 4 ด้าน จะมีการแบ่งการหารายได้ออกเป็นสี่แบบ ซึ่งจะมีสองแบบของเงินสี่ด้าน อยู่ในฝั่งนี้ หรือฝั่ง Active income

โดยสองข้อที่ว่านั้นข้อแรกคือ E หรือย่อมาจาก Employee หรือ ลูกจ้าง โดยวิธีการหาเงินด้านนี้คือ การหาเงินมาจากการรับจ้างต่าง ๆ หรือเรียกได้ว่าการเอาทุกเม็ดทุกหยาดเหงื่อของร่างกายและแรงกายเข้าแลก ต้องเหน็ดเหนื่อย ทนแดดทนฝน ทนต่องาน

Active income

อีกทั้งบางครั้งต้องทนต่อความกดดันจากคำบ่นของลูกค้าหรือนายจ้าง บางครั้ง บางคนรับค่าแรงเป็นรายวัน บางคนรายสัปดาห์ บางคนก็รายเดือน ถ้าอยากได้เงินมากขึ้น ก็ยิ่งต้องเข้าแรงกายและเวลาเข้าไปแลกเพิ่มเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่และส่วนมากเลยหารายได้จากวิธีนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างจะหางานทำง่าย

ไม่ต้องเสี่ยงลงทุนอะไร แค่มีคุณสมบัติตรงกับงานนั้น ๆ โดยจะว่าไปวิธีนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ก็ไม่ใช่จะดีสักทีเดียว หากได้มองย้อนกลับมาดูพิจารณาดี ๆ ลองมองเข้าไป จะรู้ได้ว่า การสร้างรายได้ หรือหาเงินจากด้านนี้นั้น

มันขาดอิสระภาพในการใช้ชีวิตหลาย ๆ อย่าง เพราะส่วนมาก เราไม่สามารถกำหนดตารางเวลาชีวิตได้ โดยจะมีนายจ้าง หรือลูกค้าเป็นผู้กำหนด ป่วยก็ต้องลา หยุดก็ต้องลา บางทีมีเรื่องต้องไปทำธุระ แต่หากเวลานั้นไม่ลงตัวกับตารางหรือ ไม่สามารถเจรจาลากับนายจ้างได้ ก็อาจทำให้พลาดธุระนั้น ๆ ไป

ซึ่งค่อนข้างเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับใครเพราะบางทีอาจจะเป็นอาจจะเป็นธุระที่จำเป็นจริง ๆ อย่างเช่น พ่อแม่ป่วยต้องรีบกลับไปดู แฟนเกิดเรื่องไม่คาดคิด หรือสิ่งต่าง ๆ จึงทำให้ตรงนี้เป็นข้อเสียหลักและหนักอยู่ สำหรับการหาเงินฝั่งด้านนี้ คนในด้าน E นี้ส่วนมาก

Active income and Cash 4

เป็นคนที่ค่อนข้างแสวงหาโอกาสในการหารายได้ และส่วนมากติดตรงไม่มีทุนทรัพย์ แต่แค่การขาดอิสระภาพก็ไม่ใช่ข้อเสียข้อเดียวที่พวกเขามี เนื่องจากเขาเป็นเพียงลูกจ้าง เขาจึงมีสิทธิ์ถูกไล่ออกหรือให้ออกจากงานได้ตลอดเวลา อาจจะเป็นเพราะความสามารถมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของนายจ้าง แม้กระทั่งมีการปลดพนักงาน

หรือปิดกิจการลงของบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ โดยคนด้าน E นั้นไม่สามารถควบคุมได้เลย โดยอีกข้อของเงินสี่ด้านในงานแบบ Active income นั้นคือ S หรือย่อมาจาก Self – Employed หรือ เรียกว่าเจ้าของธุรกินขนาดเล็ก

ธุรกิจส่วนตัว เป็นการหาการรายได้มาจากธุรกิจที่ตัวเองสร้างมา หรืออาชีพส่วนตัว ซึ่งหามองเข้ามาอาจจะรู้สึกว่าดูมีอิสระและดูดีมากกว่าแบบ E เพราะขึ้นชื่อว่าเจ้าของธุรกิจ เจ้าของกิจการ ตัดสินใจเองได้ บริหารจัดการเองเอง ทำทุกอย่างได้ตามที่เราต้องการ ใช่ทำได้ แต่ความเป็นจริงนั้นเหนื่อยมาก

แม้จะคนละแบบกับ E แต่ S ก็ไม่ได้น้อยกว่าเลย เพราะการเป็น S ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จทุกคน โลกความจริง ต้องพบกับคู่แข่งทางการค้ามากมาย และต้องสร้างประสบการณ์ในทางธุรกิจการค้านั้น ๆ มากพอจึงจะพออยู่รอดได้ แต่ปัจจัยอย่างหนึ่งคือ

Active income

ถ้าเราทุนน้อยกว่าคู่แข่ง เราก็อาจจะไม่สามารถไปต่อรออะไรกับคู่แข่งได้มากนัก นอกจากไอเดียเท่านั้น โดยตามสถิติและการพบเจอมา คนที่เริ่มต้นกิจการหน้าใหม่ ส่วนใหญ่และส่วนมากมักจะล้มเหลวหรือล้มเลิกไป ภายใน 2-5 ปีเท่านั้น เห็นแบบนี้ ก็คงจะรู้แล้วใช่ไหมว่าการหาเงินแบบ S ก็ไม่ได้ง่ายมากนัก

โดยค่าเฉลี่ยคนที่ทำแบบ S แล้วประสบความสำเร็จนั้นมีเพียงไม่เกินร้อยละสิบเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งต่อครึ่งก็คือ พออยู่ได้ ประคับประครองไปได้ กับ ปิดกิจการ การจะหารายได้โดยทำแบบ S นี้ต้องมีความสามารถในการทะนงคงตัว ยืนหยัดให้ได้

และต้องมีแนวคิดที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง ก็ถึงจะสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่แม้จะยาก หากทำแบบ S แล้วประสบความสำเร็จ จะมีรายได้ค่อนข้างเยอะถึงเยอะมากเข้ามา และสามารถนำไปต่อยอดหรือใช้ทำสิ่งต่าง ๆ ในอนาคตได้เลย แต่ก็อย่างที่บอกว่า การหาเงินแบบนี้ต้องใช้หลัก ๆ คือเวลากับแรงกำลังกาย

เพื่อแรกมา แม้เป็นที่ประสบความสำเร็จ อาจจะมีรายได้เข้ามา แต่สิ่งที่ยังเป็นข้อจำกัดคือ เวลา เพราะการที่เป็น S นั้นต้องทำงานแทบตลอดเวลา เหมือน E ต่างแค่สามารถหยุดหรือเลือกเวลาพักอะไรของตัวเองได้ แต่การหยุดพักหรือไม่เปิดร้านนั้น

Active income

จะทำรายได้คุณลดลงไปเช่นกัน หากคุณอยากไปพักผ่อนกี่วัน คุณก็จะขาดรายได้ต่อวันนั้นไปแบบน่าเสียดาย จากที่พูดมาทั้งหมด คือการหาเงินแบบแอคทีพแบบนี้ ซึ่งเป็น S และ E ที่อยู่ในหมวดนี้ หากคุณทำงานอยู่ในสองหมวดนี้ คุณต้องวางแผนให้ดี วางตารางชีวิตให้ดี เพราะทุกอย่างนั้นมีการปรับเปลี่ยนค่อนข้างจะง่าย

ไม่ไม่ทันตั้งตัว อย่างเช่นที่ผ่านมา เกิดโรคระบาด ทุกอย่างต้องปิดลง และหยุดชะงักไป ทำให้ขาดรายได้กันอย่างมาก ฝั่ง S มีการใช้ทุนมากกว่า E ในการหารายได้ จึงค่อนข้างกระทบรุนแรงกว่า

ทั้งนี้ไม่ว่าจะ S หรือ E ควรจะเก็บ หรืออดออมเงินให้ดี ลัมองการการลงทุนที่จะนำพาเราดีขึ้นจากที่เป็นตอนนี้ ที่กล่าวมา ไม่ได้ว่าอาชีพไหน แต่อยากสะท้อนให้เห็นว่า นั้นความจริง แล้วมาดูกันว่าหาเงินแบบ Passive income  นั้นเป็นอย่างไร